การโอนรถยนต์นั้น ต้องเตรียมเอกสารสิ่งใดบ้าง และมีค่าโอนเท่าไหร่ในปัจจุบัน

image-426
เชื่อว่าวันที่น่าดีใจที่สุดของหัวอกคนที่ต้องนั่งผ่อนรถยนต์ก็คือถึงวันที่รถผ่อนหมดและมาถึงวันที่จะมีการโอนรถยนต์นั้นเป็นของคุณสักที เพราะบางคนกว่าจะผ่อนหมดต้องใช้เวลานานหลายปี จนมาถึงวันที่หมดภาระก็ทำให้ยิ้มได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็อย่าเพิ่งดีใจหรือยิ้มไปอย่างเดียวจนลืมจะหาข้อมูลที่ควรรู้ไว้บ้างเกี่ยวกับการโอนรถยนต์ เพราะเรื่องของการโอนรถยนต์สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องง่ายเพราะเขามีประสบการณ์ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยไปโอนรถยนต์มาก่อนในชีวิตจะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยากก็ว่าได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงควรมีข้อมูลดี ๆ เตรียมไว้บ้าง โดยเฉพาะอย่างเรื่องการโอนรถยนต์กับเอกสารที่ต้องใช้ว่ามีอะไรบ้าง และเรื่องของค่าโอนว่าต้องเสียเท่าไหร่แล้วในปัจจุบัน สำหรับเรื่องแรกเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียมไปในวันโอนรถยนต์ ก็ประกอบไปด้วยหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถหลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ใบเสร็จรับเงิน สัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข หรือ สัญญาอย่างอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน เป็นต้น และหลักฐานประจำตัวผู้โอนและผู้รับโอน ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นซึ่งใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือภาพถ่ายหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลยไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องใช้ทั้งหมดในวันโอนรถยนต์ คุณเองก็ต้องเตรียมในส่วนของคุณ กรณีที่เช่าซื้อหรือเรียกง่าย ๆ ว่าผ่อนจากไฟแนนซ์ก็บอกให้ไฟแนนซ์เตรียมเอกสารในส่วนของเขาที่จำเป็นต้องใช้ เช่นเดียวกัน กรณีที่เป็นการซื้อต่อจากบุคคลก็ต้องบอกให้เจ้าของเตรียมเอกสารในส่วนของเขาไว้ แต่ทั้งนี้หากเป็นการโอนรถในกรณีอื่น อาจจะต้องใช้เอกสารแตกต่างกันไปได้ อย่างกรณีที่มีการโอนรถโดยรถนั้นได้รับมากจากมรดกหรือโดยศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก สิ่งที่ต้องใช้เพิ่มเติมในวันโอนรถก็ต้องมีสำเนาหรือภาพถ่ายใบมรณบัตรของเจ้าของรถซึ่งเป็นเจ้ามรดก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการโอนรถในกรณีใด ๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ และมีความสำคัญที่สุดก็คือหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถ ซึ่งรถที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกคันต้องมี และการจะโอนรถยนต์จะเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการจดลงในหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถ ส่วนอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่รู้เลยไม่ได้คือเรื่องของค่าใช้จ่ายสำหรับวันที่จะไปทำการโอนรถยนต์ โดยคุณเองอาจต้องทำการตกลงกันให้ดีระหว่างคุณเองกับผู้ขายก่อนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่โดยมาหากเป็นกรณีที่เช่าซื้อกับไฟแนนซ์หรือธนาคาร ค่าธรรมเนียมการโอนต่าง ๆ นานา ผู้เช่าซื้อเองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดในวันโอนรถยนต์ ส่วนเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายในวันโอนรถ ก็มีค่าอากรในอัตราหมื่นละห้าสิบบาท ...

โดนฟ้องศาลเรื่องรถยนต์ ต้องเตรียมตัวอย่างไรมาดูกัน

image-422
เรื่องของการต้องขึ้นศาลขึ้นโรงพักหลายคนคงไม่ปรารถนา แต่บางครั้งก่อนอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับกรณีการซื้อขายรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายกับบุคคลหรือการซื้อผ่านไฟแนนซ์ เพราะตราบใดที่ชื่อในหนังสือจดทะเบียนรถยนต์ยังไม่ได้เป็นชื่อของผู้ซื้อและสัญญาก็ระบุเงื่อนไขต่าง ๆ นานาไว้ ผู้ซื้อเองอาจต้องคอยระมัดระวังและศึกษาข้อตกลงบนหน้าสัญญาให้ดี เพื่อไม่เกิดการโดนฟ้องศาลเรื่องรถยนต์ขึ้นมา นอกจากนั้น สิ่งที่ผู้ซื้อเองควรมีความรู้เพิ่มเติมคือกรณีศึกษาว่าหากเกิดการฟ้องร้องขึ้นมาจะเป็นเช่นไร แล้วต้องทำอย่างไรต่อไป เพราะของแบบนี้มันไม่แน่นอน การเงินที่ว่าคล่องตัว หากวันหนึ่งมันชะงักขึ้นมา ทุกอย่างก็พังทลายไม่เป็นท่าได้เหมือนกัน ดังนั้นแล้วหนทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันและเตรียมตัวไว้ให้พร้อมในทุกสถานการณ์ สำหรับกรณีหลัก ๆ ของการโดนฟ้องศาลเรื่องรถยนต์มักจะเกิดกับผู้เช่าซื้อที่ไม่ชำระเงินให้ตรงตามงวดที่กำหนด และมีการค้างชำระเป็นเวลาเกินกว่าที่กำหนด โดยเฉพาะกับการเช่าซื้อกับไฟแนนซ์ซึ่งจะมีความเข้มงวดมาก เพราะอย่าลืมนะว่าไฟแนนซ์ก็คือการดำเนินการในรูปของธุรกิจ ดังนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ก็คงไม่เก็บขาดตกบกพร่องอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระ หรือไม่ได้ส่งค่างวดรถตามระยะเวลาที่กำหนด ก็จะเกิดการฟ้องร้องขึ้นมา ทั้งนี้กรณีนี้ผู้เช่าซื้อเองอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วที่ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย เพราะยิ่งถ้าผู้เช่าซื้อเองก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาอย่างชัดเจนก็เท่ากับว่าเป็นการที่ผู้เช่าซื้อทำผิดสัญญา แต่ทั้งนี้ หากเกิดกรณีนี้ขึ้นมาวิธีการแรกที่ควรทำมากที่สุดคือผู้เช่าซื้อต้องติดต่อกับผู้ให้เช่าซื้อหรือไฟแนนซ์เพื่อขอประนีประนอม บางรายอาจจะประนีประนอมได้สำเร็จ บางรายอาจประนีประนอมไม่สำเร็จ แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ได้เริ่มประนีประนอมกันเลย นอกจากนี้ ผู้เช่าซื้อเองก็ไม่ควรปล่อยรถให้ถูกยึดไปโดยผู้ให้เช่าซื้อ เพราะรู้ไว้ว่าภาระหนี้สินไม่ได้หมดไปหรือคดีฟ้องร้องจะหายไปเมื่อผู้ฝห้เช่าซื้อมายึดรถไป ยกกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนมากและเกิดขึ้นจริงมาแล้วกรณีผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ฝ่ายโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและได้ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและได้นำรถที่ติดตามคืนมาได้นั้นออกประมูลขายทอดตลาด เมื่อนำมาหักกับราคาเช่าซื้อที่ค้างชำระและยังขาดอยู่อีก ซึ่งต้องบอกว่าเป็นราคาที่รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างครบถ้วน ศาลได้พิจารณาคดีนี้ว่าให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 160,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยนั้นถือเป็นการคิดค่าเสียหายส่วนหนึ่ง เมื่อได้กำหนดค่าเสียหายให้เป็นจำนวนพอสมควรแล้วจึงไม่กำหนดให้อีก พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 160,000 บาท ดังนั้นเท่ากับว่าต่อให้คืนรถยังไงก็ต้องชำระส่วนต่างที่ยังขาดไปอยู่ดี ดังนั้น ความใจผิดของใครหลายคนที่ว่าถ้าคืนรถแล้วทุกอย่างก็จบ อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด ทั้งนี้ หากผู้เช่าซื้อเองไม่มีเงินจะชำระจริง ๆ สิ่งที่ควรทำคือยอมทำตามขั้นตอนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ...
1 2 43