เชื่อว่าวันที่น่าดีใจที่สุดของหัวอกคนที่ต้องนั่งผ่อนรถยนต์ก็คือถึงวันที่รถผ่อนหมดและมาถึงวันที่จะมีการโอนรถยนต์นั้นเป็นของคุณสักที เพราะบางคนกว่าจะผ่อนหมดต้องใช้เวลานานหลายปี จนมาถึงวันที่หมดภาระก็ทำให้ยิ้มได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็อย่าเพิ่งดีใจหรือยิ้มไปอย่างเดียวจนลืมจะหาข้อมูลที่ควรรู้ไว้บ้างเกี่ยวกับการโอนรถยนต์ เพราะเรื่องของการโอนรถยนต์สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องง่ายเพราะเขามีประสบการณ์ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยไปโอนรถยนต์มาก่อนในชีวิตจะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยากก็ว่าได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงควรมีข้อมูลดี ๆ เตรียมไว้บ้าง โดยเฉพาะอย่างเรื่องการโอนรถยนต์กับเอกสารที่ต้องใช้ว่ามีอะไรบ้าง และเรื่องของค่าโอนว่าต้องเสียเท่าไหร่แล้วในปัจจุบัน

สำหรับเรื่องแรกเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียมไปในวันโอนรถยนต์ ก็ประกอบไปด้วยหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถหลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ใบเสร็จรับเงิน สัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข หรือ สัญญาอย่างอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน เป็นต้น และหลักฐานประจำตัวผู้โอนและผู้รับโอน ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นซึ่งใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือภาพถ่ายหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลยไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องใช้ทั้งหมดในวันโอนรถยนต์ คุณเองก็ต้องเตรียมในส่วนของคุณ กรณีที่เช่าซื้อหรือเรียกง่าย ๆ ว่าผ่อนจากไฟแนนซ์ก็บอกให้ไฟแนนซ์เตรียมเอกสารในส่วนของเขาที่จำเป็นต้องใช้ เช่นเดียวกัน กรณีที่เป็นการซื้อต่อจากบุคคลก็ต้องบอกให้เจ้าของเตรียมเอกสารในส่วนของเขาไว้ แต่ทั้งนี้หากเป็นการโอนรถในกรณีอื่น อาจจะต้องใช้เอกสารแตกต่างกันไปได้ อย่างกรณีที่มีการโอนรถโดยรถนั้นได้รับมากจากมรดกหรือโดยศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก สิ่งที่ต้องใช้เพิ่มเติมในวันโอนรถก็ต้องมีสำเนาหรือภาพถ่ายใบมรณบัตรของเจ้าของรถซึ่งเป็นเจ้ามรดก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการโอนรถในกรณีใด ๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ และมีความสำคัญที่สุดก็คือหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถ ซึ่งรถที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกคันต้องมี และการจะโอนรถยนต์จะเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการจดลงในหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถ

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่รู้เลยไม่ได้คือเรื่องของค่าใช้จ่ายสำหรับวันที่จะไปทำการโอนรถยนต์ โดยคุณเองอาจต้องทำการตกลงกันให้ดีระหว่างคุณเองกับผู้ขายก่อนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่โดยมาหากเป็นกรณีที่เช่าซื้อกับไฟแนนซ์หรือธนาคาร ค่าธรรมเนียมการโอนต่าง ๆ นานา ผู้เช่าซื้อเองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดในวันโอนรถยนต์ ส่วนเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายในวันโอนรถ ก็มีค่าอากรในอัตราหมื่นละห้าสิบบาท ทั้งนี้ราคาที่ใช้สำหรับในการคำนวณตามอัตราดังกล่าวจะมาจากการประเมินราคาของกรมขนส่ง แต่ละคันราคาก็จะไม่เท่ากัน และจะต่ำกว่าราคาซื้อขายอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคาที่กรมขนส่งประเมินให้อยู่ที่ 400,000 บาท อัตราที่คุณจะต้องจ่ายจากการคำนวณหมื่นละห้าสิบบาทก็จะอยู่ที่ 2,000 บาท แต่กรณียกเว้นที่ไม่เสียค่าธรรมเนียมอากรคือกรณีที่สามีโอนให้ภรรยา, บิดาให้ลูก, มารดาให้ลูก หรือเป็นการโอนโดยได้รับจากมรดก นอกจากค่าธรรมเนียมอากรสแตมป์แล้วยังมีค่าธรรมเนียมโอน 105 บาท อันประกอบด้วยค่าคำขอและค่าธรรมเนียมการโอน และก็มีค่าเปลี่ยนป้ายทะเบียน 200 บาท และกรณีที่เป็นรถหลายมือหรือเล่มชำรุด ก็ให้เปลี่ยนเล่มใหม่ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการเปลื่ยนเล่มทะเบียน 100 บาทด้วยเช่นกัน ดังนั้นรวม ๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการโอนรถโดยมากจะอยู่ที่หลักพันบาทแต่หากเป็นรถหรูที่มีราคาแพงมากหน่อยก็อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่ารถทั่วไปสักหน่อยก็อาจอยู่ที่หลักหมื่นบาท

ทั้งนี้ความยุ่งยากของการไปโอนรถยนต์ก็คือคุณอาจต้องเจอขั้นตอนที่เยอะสักหน่อย โดยทางที่ดีคุณอาจต้องยอมเสียเวลาอย่างน้อยครึ่งวันไปกับการทำเรื่องโอนรถ ขั้นตอนทั่วไปในการให้บริการการโอนรถ โดยขั้นตอนที่ว่าก็มีทั้งการขอแบบคำขอโอน และรับโอน ยื่นคำร้องขอโอนรถ พร้อมหลักฐาน ณ ส่วนทะเบียนรถยนต์ การนำรถเข้ารับการตรวจสภาพภายในกรมขนส่งการชำระเงินค่าธรรมเนียมและเสียภาษีรถยนต์ จนสุดท้ายถึงขั้นตอนรับใบคู่มือจดทะเบียนรถ ซึ่งกว่าจะผ่าน 4 ขั้นตอนนี้อย่างน้อยก็ใช้เวลาเร็วที่สุดประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ความเร็วความช้าก็จะขึ้นอยู่กับเอกสารของคุณที่เตรียมไปด้วยว่าครบถ้วนหรือไม่ เพราะถ้าไม่ครบก็ต้องวิ่งไปวิ่งกลับเพื่อหาเอกสารแล้วนำมายื่นใหม่ ซึ่งก็ยิ่งทำให้เสียเวลาเพิ่มไปอีก ดังนั้นหากเอกสารพร้อม ทุกอย่างก็จะง่ายและรวดเร็วขึ้นได้ อ่อที่กล่าวมาไม่รวมถึงคิวของบุคคลอื่น ๆ ที่มาทำเรื่องโอนรถยนต์เหมือนกันนะ

อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อคุณได้เล่มทะเบียนรถมาแล้วก็ให้ตรวจสอบชื่อของคุณให้ดีเสียก่อนว่าถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ หากจุดผิดหรือข้อสงสัยก็สามารถสอบถามได้เลย เพราะหากต้องมานั่งตามแก้กันวันหลังก็จะยิ่งทำให้ต้องเสียเวลากันไปอีก อย่างน้อยเสียเวลาแล้วก็ทำทีเดียวแล้วให้เสร็จไปเลยจะดีกว่า