key-791390_640
ปัญหาไฟแนนซ์ยึดรถ กลายเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญและทุกข์ใจให้กับผู้เช่าซื้อรถ แต่ไม่มีเงินผ่อนค่างวดมานักต่อนักแล้ว ด้วยเพราะผู้เช่าซื้อไม่มีความรู้มากเพียงพอเกี่ยวกับสัญญาและกฎหมายเช่าซื้อรถ ผู้เช่าซื้อส่วนใหญ่มักจะคิดง่ายๆ ว่าเมื่อไม่มีเงินผ่อนค่างวด การปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดรถ หรือคืนรถไป ปัญหาก็จะจบลง แต่ไม่เลย ปัญหายังไม่จบ แต่มันกำลังเริ่มต้นมหากาพย์ตำนานปัญหาต่างหากล่ะ
ไฟแนนซ์มีสิทธิ์มียึดรถด้วยหรือ ? ตอบมีสิทธิ์ ก็ต่อเมื่อ สัญญาเช่าซื้อได้ถูกยกเลิก โดยเงื่อนไขของการยกเลิกสัญญาเช่าซื้อคือ ผู้เช่าซื้อผิดนัดค้างชำระค่างวดติดต่อกันนาน 3 งวด และไฟแนนซ์ได้บอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ชำระเงินรายงวดที่ค้างชำระ ภายในระยะเวลาอีกอย่างน้อย 30 วัน นั่นหมายถึงว่า รวมแล้วผู้เช่าซื้อต้องผิดนัดรวม 4 งวดด้วยกัน
โดยไฟแนนซ์จะทำหนังสือแจ้งมายังผู้เช่าซื้อ ถ้าไม่ครบกระบวนการที่ว่ามานี้ ไฟแนนซ์ไม่มีสิทธิ์ที่จะยึดรถได้ เพราะถือว่าสัญญาเช่าซื้อยังคงมีผลอยู่ หรือ มีสิทธิ์ ถ้าผู้เช่าซื้อนำรถไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย หรือยินยอมให้ผู้อื่นนำรถไปใช้กระทำผิดกฏหมาย
หรือ มีสิทธิ์ ถ้าผู้เช่าซื้อถูกศาลสั่งพิทักทรัพย์หรือเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ถ้านอกเหนือจาก 3 ข้อด้านบน ไฟแนนซ์ไม่มีสิทธิ์ในการเข้ายึดรถ หรือถ้าหากยึดรถไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นการยึดรถที่มิชอบด้วยกฏหมาย ผู้เช่าซื้อมีสิทธิ์ฟ้องกลับ และสามารถร้องเรียนไปที่หน่วยงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคหรือส.คบ.ได้ แบบไหนจึงถือว่าเป็นวิธีการยึดรถที่ถูกต้อง เมื่อสัญญาเช่าซื้อได้ถูกยกเลิกแล้ว ส่วนใหญ่ไฟแนนซ์จะจ้างสำนักงานทวงหนี้แทน โดยมีแนวทางปฏิบัติสำหรับการยึดรถดังนี้

วันจันทร์ถึงศุกร์ให้ดำเนินการทวงหนี้ได้ในเวลา 08:00 – 20:00 น. ส่วนวันหยุดราชการ สามารถทวงหนี้ได้ในเวลา 08:00 – 18:00 น. ต้องแสดงตัวตนว่าได้รับอนุญาตจากไฟแนนซ์ให้ตามทวงหนี้แทน โดยแจ้งชื่อและวัตถุประสงค์เรียกเก็บหนี้ต่อลูกหนี้
หากไม่ได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ ห้ามมิให้เรียกเก็บหนี้จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ และต้องไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ปลอมแปลงหรือบิดเบือนข้อมูล หรือแสดงท่าทางอันทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิด เพื่อให้ลูกหนี้เข้าใจผิดในการชำระหนี้ และหากการยึดรถไม่เป็นไปตามแนวทางปฏิบัตินี้ ผู้เช่าซื้อสามารถแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาข่มขู่ร่วมกันลักทรัพย์ได้

หลังจากไฟแนนซ์ยึดรถไปได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อได้ถูกยกเลิกแล้ว ไฟแนนซ์มีสิทธิ์ยึดรถ และมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย หรือค่าสูญเสีย หรือบุบสลาย หรือเบี้ยปรับ ก่อนที่รถจะถูกขายทอดตลาด หากผู้เช่าซื้อต้องการรถคืนจากไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อต้องชำระค่างวดที่เหลือทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อ หรือตามยอดที่ได้เจรจาตกลงกันได้ ไม่เช่นนั้นไฟแนนซ์จะนำรถที่ยึดมาได้ไปขายทอดตลาด

หลังจากรถถูกนำไปขายทอดตลาด นี่คือปฐมบทมหากาพย์การสู้รบระหว่างไฟแนนซ์กับผู้เช่าซื้อ การขายทอดตลาดมักจะได้ราคาต่ำกว่าท้องตลาดมากๆ หรือไม่ครอบคลุมภาระหนี้ทั้งหมด ไฟแนนซ์จึงโยนภาระส่วนต่างราคา รวมทั้งค่าเสียหาย และเบี้ยปรับ มาที่ผู้เช่าซื้อ โดยมีหนังสือมาแจ้งให้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ เรียกว่ารถไม่มีแถมหนี้ยังอยู่ และหากผู้เช่าซื้อไม่ยอมจ่าย ไฟแนนซ์จะฟ้องศาลต่อไป แล้วผู้เช่าซื้อมีสิทธิ์ทำอะไรได้บ้าง ผู้เช่าซื้อมักจะเจอปัญหาการเรียกค่าเบี้ยปรับ ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ จากไฟแนนซ์เป็นเงินจำนวนที่สูง ทำให้ผู้เช่าซื้อไม่ยอมจ่ายแต่โดยดีในตอนแรก จนทำให้ไฟแนนซ์ต้องฟ้องศาล

ผู้เช่าซื้อมีสิทธิ์ต่อสู้คดีชั้นศาล โดยตั้งทนายมาสู้คดี แต่ถ้าหากผู้เช่าซื้อไม่สู้คดี ก็ถือว่าผู้เช่าซื้อ ยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ต้องยอมเสียค่าส่วนต่างและเสียค่าเบี้ยปรับ ตามจำนวนเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อหรือไฟแนนซ์ได้แจ้งหนังสือมา หากต้องการสู้คดี ผู้เช่าซื้อต้องทำอย่างไรบ้าง หากต้องการสู้คดีผู้เช่าซื้อ ต้องตั้งทนายมาสู้คดี โดยต้องเตรียมเอกสารหลักฐานต่อไปนี้ให้กับทนายความ ได้แก่

1. สัญญาเช่าซื้อทั้งฉบับ (ไฟแนนซ์จะแนบมากับคำฟ้อง)
2. หมายศาล
3. คำฟ้อง
4. คำขอท้ายฟ้อง
5. หนังสือบอกกล่าวและบอกเลิกสัญญา พร้อมกับใบตอบรับของไปรษณีย์

เมื่อไฟแนนซ์ฟ้องศาล ผู้เช่าซื้อสามารถสู้คดีได้อย่างไรบ้าง
การเสียค่าส่วนต่าง ผู้เช่าซื้อต้องเสียค่าส่วนต่างหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากว่าผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ถ้าผิด ต้องรับผิดจ่ายเงินค่าขายรถขาดราคา การเสียค่าเบี้ยปรับ ผู้เช่าซื้อสามารถขอความเป็นธรรมจากศาล กรณีโดนไฟแนนซ์เรียกค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับสูงจนเกินไป ซึ่งโดยปกติศาลจะลดค่าเสียหายลงในระดับหนึ่ง เช่นร้อยละ30 ของทุนทรัพย์ที่ฟ้อง

โดยสรุปแล้ว ก่อนที่จะซื้อรถโดยวิธีขอสินเชื่อเช่าซื้อรถ นอกจากผู้เช่าซื้อจะมีหน้าที่ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเงินดาวน์ เงินค่างวดผ่อนรถแล้ว ผู้เช่าซื้อจำเป็นต้องศึกษาความรู้เกี่ยวกับสัญญาและกฎหมายเช่าซื้อรถไว้ให้ถี่ถ้วน เพื่อที่จะป้องกันตนเองจากสถานการณ์ยึดรถ ทั้งนี้ เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง และเพื่อให้มีความรู้มากพอที่จะใช้ในการต่อสู้คดีความในชั้นศาลได้